วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Re - engineering : A Tool for Organizing


Re-engineering

1.  หลักการ / แนวคิด / ประวัติความเป็นมา
     Michael Hammer and James Champy
     แนวความคิดของของ Adam  Smith ไม่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจปัจจุบัน ด้วยสภาวการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากปัจจัยผันแปร 3 ประการ (3C)
    1.  ความสำคัญของลูกค้า (Customer)
    2.  สภาพการแข่งขัน (Competition)
    3.  การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง (Change)
           Michael  Hammer and James Champy  ได้นิยามอย่างเป็นทางการของคำว่า “REENGINEERING” ไว้ในหนังสือ “รีเอ็นจิเนียริ่ง เดอะ คอร์ปอเรชั่น”  ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี  2536 ว่า
           “รีเอ็นจิเนียริ่ง” (Reengineering)  หมายถึง “การพิจารณาหลักการพื้นฐานและการคิดแบบขึ้นใหม่ชนิดถอนรากถอนโคนของกระบวนการธุรกิจเพื่อบรรจุซึ่งผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่  โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัยและสำคัญที่สุด  ซึ่งได้แก่  ต้นทุน คุณภาพ  การบริการและความรวดเร็ว  คำนิยามศัพท์ที่เป็นหัวใจหลักสี่คำด้วยกัน

2.  องค์ประกอบ ประกอบด้วยปัจจัย 4 ประการ
             -    ปัจจัยที่ 1  :  พื้นฐาน (Fundamental)
             -      ปัจจัยที่ 2 :  ถอนรากถอนโคน (Radical)
             -     ปัจจัยที่ 3  :  ยิ่งใหญ่ (Dramatic)
             -     ปัจจัยที่ 4  :  กระบวนการ (Processes)                

3.  เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
              -    ใช้เพื่อยกระดับโครงสร้างขององค์กร
              -   ใช้เพื่อปรับกระบวนการทำงาน  การไหลของข้อมูล (work flow)
              -    ใช้เพื่อการปรับภาพลักษณ์องค์กร
              -    สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากขึ้น

4. ข้อดีและข้อเสียของ Re - engineering
            ข้อดี :
                -       สามารถลดขั้นตอน  ทำงานได้หลาย ๆ ช่วงการบังคับบัญชาสั้นลง
                -       ด้านอำนาจและความรับผิดชอบ ทำให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น
                -      ก่อให้เกิดการขยายงานอย่างเป็นระบบ เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
                -      ก่อให้เกิดการประหยัดในการดำเนินการทั้งต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม
                -      มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญอันจะนำไปสู่ให้ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น
                -      เจ้าหน้าที่หรือพนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

ข้อเสีย :
                -    จะใช้เงินลงทุนสูง
                -     การใช้เวลาในการวิเคราะห์กระบวนการใช้ระยะเวลานานเกินไป
                -     เกิดแรงต่อต้าน

5.  ขั้นตอนในการทำ Re-engineering
             1.      Re-think     คิดแบบใหม่เพื่อค้นหารากเหง้าของปัญหา
             2.      Re-design   ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่
             3.      Re-tool       นำอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อตอบสนองงานแบบใหม่
             4.      Re-train      ฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.  มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้างและได้ผลสรุปอย่างไร / กรณีศึกษา
           ธนาคารกสิกรไทย ต้องการเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจร (Universal Banking)  จึงมีการนำ   Reengineering  มาใช้ โดยให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้า  การบริการที่รวดเร็ว  มีการเปิดตัวกลุ่มทางการเงิน "K Excellence"  ได้จัดแบ่งสายงานใหม่ออกเป็น 8 สายงาน (ปัจจุบันมีทั้งหมด 12 สายงาน) แบ่งกลุ่มลูกค้าใหม่ (Segmentation) ออกเป็น 7 กลุ่ม และภายใต้การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) ธนาคารยังเลือกแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Product Domain) ออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อสะดวกต่อการนำเสนอที่ก่อประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
           ที่สำคัญที่ธนาคารได้ทำการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ก็เรื่องชื่อของธนาคาร เพื่อไม่ให้ลูกค้าต่างชาติ หรือ นักธุรกิจต่างชาติ เข้าใจผิด คิดว่า ธนาคารกสิกรไทย เป็นธนาคารเพื่อกสิกร หรือ ชาวนาเท่านั้น ทางธนาคารกสิกรไทยจึงได้ปรับเปลี่ยนชื่อเรียกธนาคารใหม่ในภาษาอังกฤษว่า ธนาคารกสิกรไทย Kasikorn Thai Bank หรือพยายามใช้ชื่อย่อว่า K-Bank โดยพยายามเน้นที่ตัว K ซึ่งก็คือ กสิกร ให้มีความโดดเด่น ผู้เขียนคาดว่าในอนาคต ธนาคารกสิกรไทย อาจจะปรับเปลี่ยนอีก โดยเรียกเป็น เค-แบงก์ แทนกสิกรไทยเลย จะได้ไม่มีคราบของธนาคารชาวนาหลงเหลืออยู่

Five Forces Analysis : A Tool for Planning


Five Forces Analysis
1.  ประวัติความเป็นมา

Five Forces Analysis เป็นโมเดลที่ใช้ในการวางแผนระดับธุรกิจ เพื่อการแข่งขัน โดยใช้ในการประเมิน และวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งโมเดลนี้มาจากแนวความคิดของ Michael E. Porter
 
2. องค์ประกอบของ  Five Forces Analysis

3.  เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
            ในแต่ละองค์ประกอบทั้งห้านั้น จะต้องทำการวิเคราะห์และพิจารณาให้ดีว่าองค์กรของตนสามารถแข่งขันได้ดีเพียงใด

4.  ข้อดีและข้อเสีย
              ข้อดี: แม้ว่าจะเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมสูงมาก และมีผู้นำไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวางเนื่องจากเห็นภาพโครงสร้างการแข่งขันทั้งหมดในอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้องค์กร สามารถกำหนดแผนกลยุทธ์ได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  
             ข้อเสีย: โมเดลนี้ชี้ให้เห็นเฉพาะด้านที่เป็นปัจจัยภายนอกองค์กรเท่านั้น ไม่ได้แตะถึงปัจจัยที่เป็นเรื่องภายในเลย

5. ขั้นตอนการจัดทำ
           1. นำ Strategic Factor ที่คัดไว้ซึ่งจะมีทั้งที่เป็น โอกาส (O) และอุปสรรคหรือภัยคุกคาม (T) มาเขียนลงในคอลัมน์ (1) ของ     ตาราง EFAS (External Factors Analysis Summary)
          2. ให้น้ำหนักแต่ละ factor ในคอลัมน์ (2) โดยน้ำหนักสูงสุด คือ 1.00 และต่ำสุดคือ 0.00 ซึ่งน้ำหนักของแต่ละปัจจัยรวมกันต้องเท่ากับ 1.00 (การให้น้ำหนักเป็นดุลยพินิจของผู้บริหาร)
          3. การให้คะแนนแต่ละ Factor ในคอลัมน์ (3) นั้น คะแนนสูงสุดคือ 5 และคะแนนต่ำสุดคือ 1 (Likert Scale) 
          4. ในแต่ละ Factor… ให้นำน้ำหนักในคอลัมน์ (2) คูณกับคะแนนในคอลัมน์ (3) ซึ่งจะได้ Weighted score ในคอลัมน์ (4)
          5. ใช้คอลัมน์ (5) ในกรณีที่ต้องการให้เหตุผลกำกับแต่ละ Factor นั้น
          6. รวมคะแนนถ่วงน้ำหนัก หรือ Weighted score ในคอลัมน์ (4) ทั้งหมด คะแนนที่ได้จะบอกให้รู้ว่า องค์กรสามารถตอบสนองต่อ Strategic Factor ที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ดีเพียงใด

6.  มีใครนำโมเดลนี้ไปใช้บ้าง /กรณีศึกษา
          บริษัท เจ เจ ซายแลบ จำกัด five forces analysis


ขอบคุณที่มาของข้อมูล
                                                              คุณศิริเพชร  สุนทรวิภาต

 

 รวบรวมโดย

นางสาวรุ่งลักษมี   รอดขำ

DBA 04 มหาวิทยาลัยศรีปทุม

SWOT : A Tool for Planning


SWOT Analysis: การวิเคราะห์ SWOT

 

1. ประวัติ/แนวคิด SWOT
            ผู้คิดค้น SWOT เทคนิคนี้ อัลเบิร์ต ฮัมฟรี (Albert Humphrey) ได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มแนวคิดนี้โดยนำ
เทคนิคนี้มาแสดงในงานสัมมนาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
              สำหรับหลักการสำคัญของ SWOT ก็คือการวิเคราะห์โดยการสำรวจจากสภาพการณ์ 2 ด้าน คือ สภาพการณ์ภายในและสภาพการณ์ภายนอก ดังนั้นการวิเคราะห์ SWOT จึงเรียกได้ว่าเป็นการวิเคราะห์สภาพการณ์ (situation analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง (รู้เรา) รู้จักสภาพแวดล้อม (รู้เขา) ชัดเจน และวิเคราะห์โอกาส-อุปสรรค การวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารขององค์กรทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกองค์กร ทั้งสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่มีต่อองค์กรธุรกิจ และจุดแข็ง จุดอ่อน และความสามารถด้านต่าง ๆ ที่องค์กรมีอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ การกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินตามกลยุทธ์ขององค์กรระดับองค์กรที่เหมาะสมต่อไป

 2. องค์ประกอบของSWOT


§  มาจาก Strengths หมายถึง จุดเด่นหรือจุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ   เป็นข้อดีที่เกิดจาก
สภาพแวดล้อมภายในบริษัท เช่น จุดแข็งด้านการเงิน จุดแข็งด้านการผลิต จุดแข็งด้านทรัพยากรบุคคล บริษัทจะต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด
               §  มาจาก Weaknesses หมายถึง จุดด้อยหรือจุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ ที่เกิดจากสภาพแวดล้อม
ภายในต่างๆ ของบริษัท ซึ่งบริษัทจะต้องหาวิธีในการแก้ปัญหานั้นสถานการณ์ภายในองค์กรที่เป็น
              §  มาจาก Opportunities หมายถึง โอกาส  การที่สภาพแวดล้อมภายนอกของบริษัทเอื้อประโยชน์หรือ
ส่งเสริมการดำเนินงานขององค์กร โอกาสแตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายในนักการตลาดที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอและใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้นเช่น การเมือง การปกครอง กฎหมาย ราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท คู่แข่ง เป็นต้น
              §  มาจาก Threats หมายถึง อุปสรรค ข้อจำกัด ซึ่งเกิด จากสภาพแวดล้อมภายนอก บางครั้งการจำแนกโอกาสและอุปสรรคเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะทั้งสองสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้สถานการณ์ที่เคยเป็นโอกาสกลับกลายเป็นอุปสรรคได้ เช่น ค่าเงินบาท คู่แข่ง เป็นต้น

3.  เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
          SWOT  เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ สำหรับองค์กร หรือโครงการ ซึ่งช่วยผู้บริหารกำหนดจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายในโอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก สำหรับกำหนดแผนงานโครงการจะใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิสัยทัศน์และการกำหนดกลยุทธ์เพื่อให้อุตสาหกรรมพัฒนาไปในทางที่เหมาะสม
                                                         
4. ข้อดีและข้อเสีย ของ SWOT
            ข้อดี :
                        1. ใช้ประเมินสภาวะแวดล้อมและสถานภาพขององค์กรโดยเน้นศักยภาพและความพร้อมที่องค์กรมีอยู่และพยายามหลีกเลี่ยงภัยคุกคามหรือความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมภายนอกรวมทั้งแก้ไขจุดอ่อนขององค์กรด้วยเนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้เพิ่มมากขึ้น


                         2.  นำไปใช้ปรับปรุงแนวคิดและแนวปฏิบัติของการจัดทำแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานให้มีโอกาสสร้างความสำเร็จมากขึ้น
                         3.  ทำให้ทราบถึงกลยุทธ์ในการปรับปรุงการทำงานความก้าวหน้าและขีดจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบงานเป็นการป้องกันการแทรกแซงการทำงานจากปัจจัยภายนอกได้มากขึ้น
            ข้อเสีย:   การวิเคราะห์ SWOT ขององค์กรมีข้อที่ควรคำนึง 4 ประการ (Boseman et al., 1986) คือ
                        1. องค์กรต้องกำหนดก่อนว่า องค์กรต้องการที่จะทำอะไร
                        2. การวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคต้องกระทำในช่วงเวลาขณะนั้น
                        3. องค์กรต้องกำหนดปัจจัยหลัก (key success factors) ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานให้ถูกต้อง
                        4. องค์กรต้องประเมินความสามารถของตนให้ถูกต้อง

      
5.  ขั้นตอน/วิธีการดำ เนินการทำ SWOT Analysis
         การวิเคราะห์ SWOT จะครอบคลุมขอบเขตของปัจจัยที่กว้างด้วยการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคขององค์กร ทำให้มีข้อมูล ในการกำหนดทิศทางหรือเป้าหมายที่จะถูกสร้างขึ้นมาบนจุดแข็งขององค์กร และแสวงหาประโยชน์จากโอกาสทางสภาพแวดล้อม และสามารถ กำหนดกลยุทธ์ที่มุ่งเอาชนะอุปสรรคทางสภาพแวดล้อมหรือลดจุดอ่อนขององค์กรให้มีน้อยที่สุดได้ ภายใต้การวิเคราะห์ SWOT นั้น จะต้องวิเคราะห์ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก องค์กร โดยมีขั้นตอนดังนี้
          1. การประเมินสภาพแวดล้อมภายในองค์กร
          การประเมินสภาพแวดล้อมภายในองค์กร จะเกี่ยวกับการวิเคราะห์และพิจารณาทรัพยากรและความสามารถภายในองค์กร ทุก ๆ ด้าน เพื่อที่จะระบุจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กรแหล่งที่มาเบื้องต้นของข้อมูลเพื่อการประเมินสภาพแวดล้อมภายใน คือระบบข้อมูลเพื่อ การบริหารที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบ ระเบียบ วิธีปฎิบัติงาน บรรยากาศในการทำงานและทรัพยากรในการบริหาร (คน เงิน วัสดุ การจัดการ) รวมถึงการพิจารณาผลการดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กรเพื่อที่จะเข้าใจสถานการณ์และผลกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ด้วย
                   - จุดแข็งขององค์กร (S-Strengths) เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรนั้นเองว่า ปัจจัยใดภายในองค์กรที่เป็นข้อได้เปรียบหรือจุดเด่นขององค์กรที่องค์กรควรนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กรได้ และควรดำรงไว้เพื่อการ เสริมสร้างความเข็มแข็งขององค์กร
                   - จุดอ่อนขององค์กร (W-Weanesses) เป็นการวิเคราะห์ ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในจากมุมมอง ของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรนั้น ๆ เองว่าปัจจัยภายในองค์กรที่เป็นจุดด้อย ข้อเสียเปรียบขององค์กรที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือขจัดให้หมดไป อันจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร
          2. การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอก
          ภายใต้การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรนั้น สามารถค้นหาโอกาสและอุปสรรคทางการดำเนินงานขององค์กรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งในและระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กร เช่น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นโยบาย การเงิน การงบประมาณ สภาพแวดล้อมทางสังคม เช่น ระดับการศึกษาและอัตรารู้หนังสือของประชาชน การตั้งถิ่นฐานและการอพยพของประชาชน ลักษณะชุมชน ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมทางการเมือง เช่น พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา มติคณะรัฐมนตรี และสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี หมายถึงกรรมวิธีใหม่ๆและพัฒนาการทางด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและให้บริการ

                 - โอกาสทางสภาพแวดล้อม (O-Opportunities) เป็นการวิเคราะห์ว่าปัจจัยภายนอกองค์กร ปัจจัยใดที่สามารถส่งผลกระทบประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำเนินการขององค์กรในระดับมหาภาค และองค์กรสามารถฉกฉวยข้อดีเหล่านี้มาเสริมสร้างให้ หน่วยงานเข็มแข็งขึ้นได้
                   - อุปสรรคทางสภาพแวดล้อม (T-Threats) เป็นการวิเคราะห์ว่าปัจจัยภายนอกองค์กรปัจจัยใดที่สามารถส่งผลกระทบในระดับมหภาคในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งองค์กรจำต้องหลีกเลี่ยง หรือปรับสภาพองค์กรให้มี ความแข็งแกร่งพร้อมที่จะเผชิญแรงกระทบดังกล่าวได้
          3. ระบุสถานการณ์จากการประเมินสภาพแวดล้อม
          เมื่อได้ข้อมูลเกี่ยวกับ จุดแข็ง-จุดอ่อน โอกาส-อุปสรรค จากการวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกด้วยการประเมินสภาพ แวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกแล้ว ให้นำจุดแข็ง-จุดอ่อนภายในมาเปรียบเทียบกับ โอกาส-อุปสรรค จากภายนอกเพื่อดูว่าองค์กร กำลังเผชิญสถานการณ์เช่นใดและภายใต้สถานการณ์ เช่นนั้น องค์กรควรจะทำอย่างไร โดยทั่วไป ในการวิเคราะห์ SWOT ดังกล่าวนี้ องค์กร จะอยู่ในสถานการณ์ 4 รูปแบบดังนี้
                   3.1 สถานการณ์ที่ 1 (จุดแข็ง-โอกาส) สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่พึ่งปรารถนาที่สุด เนื่องจากองค์กรค่อนข้างจะมีหลายอย่าง ดังนั้น ผู้บริหารขององค์กรควรกำหนดกลยุทธ์ในเชิงรุก (aggressive - stratagy) เพื่อดึงเอาจุดแข็งที่มีอยู่มาเสริมสร้างและปรับใช้และฉกฉวยโอกาสต่าง ๆ ที่เปิดมาหาประโยชน์อย่างเต็มที่
                   3.2 สถานการณ์ที่ 2 (จุดอ่อน-ภัยอุปสรรค) สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากองค์กรกำลังเผชิญอยู่กับอุปสรรคจากภายนอกและมีปัญหาจุดอ่อนภายในหลายประการ ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือกลยุทธ์ การตั้งรับหรือป้องกันตัว (defensive strategy) เพื่อพยายามลดหรือหลบหลีกภัยอุปสรรค ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ตลอดจนหามาตรการที่จะทำให้องค์กรเกิดความสูญเสียที่น้อยที่สุด
                   3.3 สถานการณ์ที่ 3 (จุดอ่อน-โอกาส) สถานการณ์องค์กรมีโอกาสเป็นข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันอยู่หลายประการ แต่ติดขัดอยู่ตรงที่มีปัญหาอุปสรรคที่เป็นจุดอ่อนอยู่ หลายอย่างเช่นกัน ดังนั้น ทางออกคือกลยุทธ์การพลิกตัว (turnaround-oriented strategy) เพื่อจัดหรือแก้ไขจุดอ่อนภายในต่าง ๆ ให้ พร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสต่าง ๆ ที่เปิดให้
                   3.4 สถานการณ์ที่ 4 (จุดแข็ง-อุปสรรค) สถานการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงาน แต่ตัวองค์กรมีข้อได้เปรียบที่เป็นจุดแข็งหลายประการ ดังนั้น แทนที่จะรอจนกระทั่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ก็สามารถที่จะเลือกกลยุทธ์การแตกตัว หรือขยายขอบข่ายกิจการ (diversification strategy) เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีสร้างโอกาสในระยะยาวด้านอื่น ๆ แทน


6.  กรณีศึกษาการวิเคราะห์SWOT  : บริษัท ซี.พี. เซเวนอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน)
            บริษัท ซี.พี. เซเวนอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัท ซี.พี. คอนวีเนียนสโตร์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 โดยบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อให้เป็นบริษัทของคนไทยที่ประกอบธุรกิจหลักด้านค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทยภายใต้เครื่องหมายการค้า “7-Eleven” โดยบริษัทได้รับสิทธิ์การใช้เครื่องหมายดังการจาก 7-Eleven,Inc . สหรัฐอเมริกา และได้เปิดสาขาแรกที่ซอยพัฒน์พงษ์ เมื่อปี 2532 ณ สิ้นปี 2549 บริษัทมีร้านสาขา 7-Eleven ทั่วประเทศรวม 3,784 สาขา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีสาขา มากเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจาก  สำหรับการวิเคราะห์ SWOT Analysis  ของ 7 – Eleven  ซึ่งในการวิเคราะห์ SWOT ของ 7-Eleven ในครั้งนี้ดัวย 5’Ms ประกอบด้วย  คน (Man) ,  Money (เงิน),  Materials (วัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องมือ ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ) , Management (การจัดการ) และ Marketing (การตลาด) เพื่อผลจากการวิเคราะห์นำไปใช้ปรับปรุงแนวคิดและแนวปฏิบัติของการจัดทำแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานให้มีโอกาสสร้างความสำเร็จมากขึ้น และสามารถทำให้ทราบถึงกลยุทธ์ในการปรับปรุงการทำงานความก้าวหน้าและขีดจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบงานเป็นการป้องกันการแทรกแซงการทำงานจากปัจจัยภายนอกได้มากขึ้น

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล

พันโท โกมล  วงศ์อนันต์

คุณอภิชา  ประกอบเส้ง

 

 

รวบรวมโดย

นางสาวรุ่งลักษมี   รอดขำ

DBA 04 มหาวิทยาลัยศรีปทุม

Stakeholder Analysis : A Tool for Planning


Stakeholder  Analysis

 

1) หลักการ/แนวคิด/ประวัติความเป็นมา
             ผู้ (ควร) มีส่วนร่วมหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง คำศัพท์คำว่า “stakeholder” ถูกริเริ่มและนำมาใช้ในการบริหารธุรกิจตั้งแต่ปี ค..1708 โดยมีความหมายว่าผู้เดิมพัน” (Bisset, 1998 อ้างอิงโดย Ramírez, 1999) ต่อมา Freeman (1984) ได้ให้คำจำกัดความที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง“stakeholder” คือ ผู้ที่สามารถดำเนินการ หรือสามารถได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์    ซึ่งในปัจจุบันมีการนำ คำว่า “stakeholder” มาใช้อย่างกว้างขวางไม่เฉพาะในงานด้านการบริหารธุรกิจ โดยมักจะใช้คำจำกัดความตาม Freeman (1984) หรือนำมาดัดแปลงและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับกรณีศึกษา     ซึ่งสามารถอ้างอิงรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Mitchell et al. (1997), Ramírez (1999) และ Reedet al. (2009) นอกจากนี้ยังมีการนำคำศัพท์อื่นที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาใช้อีกด้วย เช่น “interest group” (กลุ่มเป้าหมาย) “actor” (ผู้ดำเนินการ/ผู้กระทำ) “user” (ผู้ใช้งาน) “party” (ผู้เข้าร่วมดำเนินการ) เป็นต้น

 2) เครื่องมือนี้คืออะไร / มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

3) เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร

การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย เป็นการวิเคราะห์กรณีปัญหาหรือวิเคราะห์โครงการข้อมูลของกลุ่มเพื่อใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหารโครงการ ในการจัดทำโครงการ หรือสร้างสรรค์แนวความคิดของผู้นำ
           เครื่องมือนี้ใช้วินิจฉัย

å บ่งชี้ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล หน่วยงาน องค์กร

å อธิบายสิ่งที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสนใจ หรือความต้องการ

å รวบรวมแนวความคิดเกี่ยวกับปัญหา

å ระบุแหล่งทรัพยากร (สิ่งที่ต้องการสนับสนุนหรือความพึงพอใจปรารถนาจะทำ)

å อำนาจการสั่งการ(Mandate) ส่วนใหญ่เป็นบทบาทของภาครัฐต่อการกระทำต่างๆ

4) ข้อดี ข้อเสียของเครื่องมือ
           ข้อดี:
              1. ทำให้เข้าใจระบบ หรือปัญหา และความสัมพันธ์ต่างๆ ภายในระบบได้ดียิ่งขึ้น
              2. ทำให้เข้าใจความสำคัญ บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
              3. สามารถประเมินผลกระทบ (ทั้งด้านบวก และด้านลบ) ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดียิ่งขึ้น
              4. สามารถประเมินความเสี่ยงในการดำเนินการ ประเมินความขัดแย้ง รวมทั้งความสอดคล้อง ทางทัศนคติที่เกิดขึ้น
              5. ส่งเสริมบทบาทของกลุ่มคนที่มีบทบาทน้อย เช่น คนพื้นเมือง และชนกลุ่มน้อย
              6. ช่วยในการประเมินระดับการมีส่วนร่วมและสามารถช่วยในการออกแบบกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
              7. นำไปสู่การวางแผนนโยบายที่มีประสิทธิภาพ มีความยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
         ข้อเสีย:
             การวิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นไม่มีกระบวนการที่แน่นอนตายตัว ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะนำไปใช้ วัตถุประสงค์ รวมทั้งลำดับขั้นตอนที่จะทำการวิเคราะห์ภายใต้กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาในภาพรวมทั้งหมด

5) ใช้อย่างไร (หรือจัดทำอย่างไร)
           จำแนกภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโครงการออกเป็นส่วนๆ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาถึงมิติของ บทบาทอิทธิพล (influence) กับความสำคัญ (importance)
            - ระบุ stakeholder ส่วนที่องค์กรหรือกลุ่มต่างๆ ให้ครบถ้วน
            - List รายชื่อคนและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน
            - ขั้นตอนต่อไป ลอง plot องค์กรลงไปก่อน เป็นแบบที่หนึ่ง พร้อมอธิบายความเกี่ยวข้องของกลุ่ม / องค์กร /หน่วยงานแล้ว Plot รายชื่อคนลงไป พร้อมกับระบุความเกี่ยวข้องของตัวแทน /บุคคลที่มีบทบาท
            - นำผลที่ได้ทั้งสองเรื่องมาวิเคราะห์ตามมิติของบทบาทอิทธิพลและระดับความสำคัญ รวมทั้งพิจารณา  ความสัมพันธ์ที่เรามีกับองค์กรและบุคคล ข้างต้นเพื่อเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะกำหนดงานที่จะทำกับองค์กรหรือคนเหล่านั้น ทั้งในนามองค์กรและส่วนตัว (ส่วนที่เป็นความสัมพันธ์) รวมทั้งคำนึงความสำคัญของบุคคล กลุ่ม และองค์กรที่เป็น importance แบบ soft power

6) มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้างและได้ผลสรุปอย่างไร
        Stakeholder Communication LG
                แอลจีอีเลคโทรนิคส์ไดัรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับหลายส่วนทั้งในและต่างประเทศ ใช้ความพยายามในการระบุและความคิดเห็นและความต้องการของทุกฝ่าย ผลลัพธ์ได้สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่โปร่งใส ยิ่งไปกว่านั้น , แอลจีอีเลคโทรนิคส์มีความใส่ใจต่อสังคม สังคมของลูกค้าและคู่ค้ารอบโลกโดยไม่มีความสิ้นสุด

พนักงาน

แอลจีอีเลคโทรนิคส์ได้จ้างพนักงานที่มีความสามารถ , ผู้ซึ่งได้พยายามท้าทายตนเอง ด้วยจิตใจเป็นธุรกิจและความคิดสร้างสรรค์ การผสมผสานนี้ทำให้เกิดผลที่สูงสุด แอลจีได้ให้คุณค่าต่อพนักงานที่อุทิศตนทำงานหนัก ตระหนักว่าความสามารถในการแข่งขันคงอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนและคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถในงานที่ให้ 

ลูกค้า

              แอลจี อีเลคโทรนิคส์ได้พยายามที่จะดำเนินการระบบบริการลูกค้าโดยการฝึกอบรมวิศวกรบริการและใช้การประเมินผลจากลูกค้าซึ่งเน้นในการบรรลุเป้าหมายความพึงพอใจของลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก เหตุผลและวัตถุประสงค์เบื้องหลังงานของเรา เราได้นำตัวเราเข้าไปอยู่ในรองเท้าของลูกค้า 

คู่ค้าทางธุรกิจ

               ในการกระตุ้นและเริ่มต้นการแข่งขันที่เสรี แอลจีได้ทำงานอย่างหนักเพื่อดำเนินการ โปรแกรมความร่วมมือการค้าอย่างเสรีขณะที่ทำการค้ากับคู่แข่งและผู้จำหน่าย สนับสนุนกิจกรรมเพื่อการเติบโตและปรับปรุงกิจการในเครือทั้งธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางและการจัดการโปรแกรมแอลจีสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

7) กรณีศึกษา
           การผนวกประเด็นความสนใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบการประเมินประสิทธิภาพการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมซีเมนต์ไทย
INCORPORATION OF MULTI-STAKEHOLDER INTEREST FOR  A COMPREHENSIVEENVIRONMENTAL PERFORMANCE EVALUATION PROCEDURE : CASE STUDY OF A THAI CEMENT INDUSTRY.


 

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล

คุณชูเกียรติ   เนื้อไม้

 

 

รวบรวมโดย

นางสาวรุ่งลักษมี   รอดขำ

DBA 04 มหาวิทยาลัยศรีปทุม